USSEC คาด ฟาร์มสัตว์น้ำในอาเซียนจะพัฒนาไปสู่รูปแบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำนอกชายฝั่ง ในช่วง 5 ปีต่อจากนี้

0
634

USSEC หรือ US Soybean Export Council หน่วยงานผู้ดูแลการค้าอาหารสำหรับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ได้คาดการณ์ว่า ฟาร์มสัตว์น้ำในอาเซียนจะพัฒนาไปสู่รูปแบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำนอกชายฝั่ง ในช่วง 5 ปีต่อจากนี้ โดยที่ปรึกษาทางเทคนิคด้านโปรแกรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ Lukas Manomaitis ได้อธิบายว่า ภูมิภาคอาเซียนนั้นมีความเหมาะสมต่อการพัฒนาเทคนิคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำนอกชายฝั่งอย่างมาก เนื่องจากภาคการผลิตสัตว์น้ำที่มีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามความต้องการบริโภคอาหารทะเลที่มีสูงขึ้น ทำให้เกษตรกรในเขตอาเซียนซึ่งเป็นแหล่งผลิตสัตว์น้ำที่สำคัญของโลก ต้องมองหาพื้นที่ในการเพาะเลี้ยงมากขึ้นแทนที่การเพาะเลี้ยงตามชายฝั่งในปัจจุบัน ที่มีข้อจำกัดทั้งในด้านพื้นที่ สิ่งแวดล้อม และการจัดการ จึงอาจกล่าวได้ว่าอาเซียนคืออนาคตของเทคนิคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำนอกชายฝั่งได้เลยทีเดียว

ซึ่งการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำนอกชายฝั่งนี้ คือเทคนิคการเลี้ยงสัตว์น้ำในน่านน้ำที่มีความลึกมากขึ้น แต่ก็ยังใกล้ฝั่งพอที่ทำให้เกษตรกรสามารถขนส่งอาหารที่ใช้เพาะเลี้ยง และผลผลิตสัตว์น้ำได้โดยสะดวก ซึ่งระยะเวลาในการนำเทคนิคเหล่านี้มาพัฒนาใช้นั้นยังคงไม่แน่นอน แต่ Manomaitis มองว่าอาจจะเป็นเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในตุรกีก่อนหน้านี้ ที่ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรายใหญ่เจ้าใดเจ้าหนึ่ง เป็นคนริเริ่มก่อนเป็นเจ้าแรกจนประสบความสำเร็จ และกระตุ้นให้ผู้เพาะเลี้ยงที่เหลือหันมาใช้เทคนิคนี้ตาม

โดย Manomaitis กล่าวเตือนว่าปัจจัยสำคัญที่จะส่งเสริมการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำนอกชายฝั่งให้แพร่หลายในอาเซียนได้นั้นก็คือเงินลงทุน

ซึ่งหากมีการจัดการกระบวนการอุตสาหกรรมอย่างถูกจุดจนเกิดผลตอบแทรนที่คุ้มค่าแล้ว ก็สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรายอื่นๆ ให้พัฒนาตาม และเกิดเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรูปแบบใหม่ของอาเซียน ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ซึ่ง Manomaitis ได้กล่าวเสริมการคาดการณ์ของเขาว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มที่จะพัฒนามาทางนี้อยู่แล้ว โดยที่ตัวผู้ประกอบการ องค์กรพาณิชย์ หรือแม้กระทั่งภาครัฐฯ ในประเทศต่างๆ ล้วนมีปัจจัยที่ส่งเสริมต่อการพัฒนาเทคนิคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำนอกชายฝั่ง อีกทั้งยังมีปัจจัยเสริมจากการที่ผู้รับซื้ออาหารทะเลในยุคปัจจุบัน ทั้งในส่วนของผู้บริโภคและพ่อค้าคนกลาง ต่างให้ความสำคัญกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากตัวผลิตภัณฑ์มากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเป็นส่วนผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิตอาหารทะเลให้เกิดเร็วขึ้น อีกทั้งอัตราการบริโภคอาหารทะเลที่เติบโตขึ้นในเอเชีย ก็กำลังเป็นที่จับตามองของเหล่านักลงทุน ซึ่ง Manomaitis เชื่อว่า อาจจะมีนักลงทุนซักรายที่ให้ความสำคัญในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและมีส่วนผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและอุตสาหกรรมอาหารทะเลขึ้น

แต่หนทางการพัฒนาเหล่านี้ไม่สดใสเสมอไป เนื่องจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำนอกชายฝั่งนั้นจะมีความเป็นอุตสาหกรรมมากขึ้น ซึ่งจะมีการจ้างแรงงานคนน้อยลง ซึ่งอาจได้รับการต่อต้านจากแรงงานในหลายๆ ประเทศ รวมถึงการกำหนดเขตน่านน้ำที่ปลอดภัยจากโจรสลัด ดังนั้นแล้ว หากภาครัฐบาลทำการตัดสินใจพัฒนาระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำนอกชายฝั่งอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว สิ่งที่ควรทำไปพร้อมกันคือ การพัฒนาธุรกิจสนับสนุนเพื่อรองรับแรงงานที่สูญเสียงานของตนไป และการกำหนดมาตรการการดูแลรักษาความปลอดภัยในน่านน้ำให้แก่ผู้ประกอบการ รวมถึงส่งเสริมการจัดหาและฝึกฝนนักเทคนิคที่จะมาดูแลฟาร์มสัตว์น้ำนอกชายฝั่งไม่ให้ขาดแคลนด้วย

 


SOURCE : www.undercurrentnews.com