สหรัฐอเมริกาพร้อมสู้กับความปลอดภัยด้านอาหารอย่างต่อเนื่อง

0
1347

มีชาวอเมริกันมากถึง 48 ล้านคนที่ติดเชื้อจากการรับประทานอาหารทุกๆ ปี จากการอ้างอิงของโรเบิร์ต สคารฟ์ รองศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยโอไฮโอ สเตท เปิดเผยว่ามีค่าใช้จ่ายของการสูญเสียการผลิต การรักษาทางการแพทย์ การเสียชีวิตจากการเจ็บป่วยในปี 2558 เพียงปีเดียว เป็นจำนวนเงินถึง 55,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สายพันธุ์แบคทีเรียที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือเชื้อแซลโมเนลล่า, อี.โคไล และลิสเตอเรีย ในปี 2559 เชื้อลิสเตอเรียในสลัดบรรจุถุงยี่ห้อโดลคร่าชีวิตคนไป 4 คน มีผู้ที่ต้องเข้าโรงพยาบาล 33 คน และนำไปสู่การเรียกคืนผักแช่แข็งจากยี่ห้อต่างๆ ทั้งคอสต์โค, เซฟเวย์, เทรดเดอร์ โจส์ และแซนวิชอาหารเช้าของสตาร์บัคส์

การแพร่ระบาดอย่างสูงของโนโรไวรัสเป็น 1 ในการติดเชื้อกระเพาะอาหารที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในโลกเพราะสามารถแพร่จากคนไปสู่คนได้ ทำให้เกิดอาการท้องเสีย 2-3 วัน อาเจียน และเจ็บปวดท้อง ข้อมูลจากศูนย์ป้องกันและควบคุมโรค (ซีดีซี) เผยว่า ประมาณ 19-21 ล้านคนในสหรัฐอเมริกามีการติดเชื้อ และเป็นสาเหตุให้มีประชากรจำนวน 570-800 คน เสียชีวิตทุกปี การระบาดของโรคอย่างเป็นประจำเกิดขึ้นในพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีคนอยู่รวมกันอย่างหนาแน่น เช่น เรือท่องเที่ยว ศูนย์เลี้ยงเด็ก สถานดูแลคนชรา โรงเรียน และการรวมตัวในการกีฬา

จากการที่ผู้บริโภคและผู้ควบคุมนโยบายมีการพัฒนาความสามารถในการติดตามโรคภัยไปจนถึงความปลอดภัยด้านอาหารที่ไม่ดี การจัดการที่ไม่มีระเบียบสามารถทำร้ายบริษัทและยังส่งผลไปยังเรื่องอื่นๆ ได้

การสำรวจจากบริษัทข้ามชาติ 36 แห่งโดยสมาคมผู้ผลิตของชำในปี 2554 เปิดเผยว่าบริษัทเกินกว่าครึ่งหนึ่งถูกส่งคืนสินค้าในช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา คิดเป็นยอดขายที่หายไป 18%

กรณีศึกษาก็คือเคสของ ชิพโพเทิ้ล เม็กซิกัน กริลล์ ที่มีสาขามากถึง 2,300 แห่งในสหรัฐอเมริกา การเติบโตที่หวือหวานี้เป็นผลมาจากการรักษาสัญญาว่าจะให้บริการอาหารที่ปรุงแบบสดใหม่และ “เสิร์ฟอาหารด้วยความซื่อสัตย์” ใช้วัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติ ปลูกด้วยฝีมือมนุษย์ และเป็นเนื้อที่ปลอดกระบวนการตัดแต่งพันธุกรรม

แต่เป็นเรื่องตลกที่คำสัญญาที่มีไว้อย่างดีกลับสร้างรอยด่างพร้อยให้พืชผักสดๆ ที่ผลิตขึ้นในบริษัท เมื่อเกิดการระบาดจากเชื้อแซลโมเนลล่า, อี.โคไล และโนโรไวรัสทั่วประเทศอีกครั้งในปี 2558 ทำให้มีเหยื่อเคราะห์ร้ายเป็นร้อยๆ คน ได้รับผลกระทบทางสุขภาพในระดับความรุนแรงที่ต่างกัน บริษัทไม่สามารถกู้ภาพลักษณ์ที่เสื่อมเสียไป แม้ว่าจะผ่านมาเป็นเวลากว่า 2 ปีก็ตาม ทำให้ สตีฟ เอลส์ ซีอีโอและผู้ก่อตั้งบริษัทลงจากตำแหน่ง (แต่ยังคงอยู่ในตำแหน่งประธานบริหาร) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 มีแนวโน้มจากตลาดในแง่บวกต่อการแต่งตั้งไบรอัน นิคโคล อดีตซีอีโอของทาโค่ เบลล์ ที่มีบทบาทสำคัญในการกู้คืนชื่อเสียงของบริษัทหลังจากเจอวิกฤตทางอาหารในปี 2549 ผู้ที่จะเข้ามาเป็นผู้นำคนใหม่ของชิพโพเทิ้ล

อย่างไรก็ตาม อาหารที่เป็นพิษยังคงเป็นปัญหาต่อองค์การอาหารและยา (เอฟดีเอ) และศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคในการควบคุมกฎระเบียบ เนื่องจาก

 

  1. ความยากในการวินิจฉัย: มีคนจำนวนน้อยที่จะไปพบแพทย์ ยกเว้นว่าจะมีอาการอ่อนเพลียเกิดขึ้น และมีแพทย์จำนวนน้อยเช่นกันที่จะสั่งตรวจอุจจาระ ซึ่งเป็นวิธีขั้นแรกที่จะตรวจหาเชื้อโรคซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่ามีการระบาดของโรคหรือไม่ ซึ่งในความเป็นจริง ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรครู้ดีว่ามีเพียง 1 ใน 29 คนที่เจ็บป่วยจากเชื้อแซลโมเนลล่าที่ได้รับการวินิจฉัย สำหรับเชื้อโรคอื่นๆ ก็ยังคงอยู่ เช่น ลิสเตอเรียสามารถมีชีวิตได้นานถึง 28 วัน ทำให้มีความยากลำบากในการจัดการกับสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง แบคทีเรียในหมวดหมู่อาหารที่ต่างกันทำให้ยากต่อการค้นหา เช่น อีโคไล 0157:เอช7 พบในเนื้อสัตว์ ผักขม เฮสเซลนัท และแป้งคุ้กกี้ โรคอาหารเป็นพิษพบในน้ำแครอทฆ่าเชื้อ และเชื้อแซลโมเนลล่าพบในถั่วหลากชนิด เนยถั่ว และพริกไทย อ้างอิงจากบริษัทประกันภัยที่ชื่อว่า สวิส รี พบว่า เครื่องมือที่ดีกว่าเดิมขององค์การอาหารและยานำไปสู่การเรียกคืนอาหารมากกว่า 2 เท่า ในรอบทศวรรษ ซึ่งอยู่ที่ 565 รายในปี 2558
  1. ในแวดวงอุตสาหกรรมกำลังระวังเครื่องมือใหม่ของผู้ควบคุม: เครื่องมือใหม่รวบรวมรอยนิ้วมือดีเอ็นเอของจีโนมแบคทีเรียเป็นตัวปูทางให้องค์การอาหารและยาที่ใช้โปรแกรมจีโนมแทร็คและศูนย์ป้องกันและควบคุมโรค ในการสร้างแหล่งรวมเชื้อโรค อย่างไรก็ตาม ในอุตสาหกรรมนี้ก็ยังลังเลที่จะทำการติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากความผิดพลาดและการเปิดโปงก่อนหน้านี้ที่แสดงให้เห็นถึงความผิดที่เกิดขึ้น ดังนั้น หนทางสายกลางที่เป็นไปได้คือ โวลันทารี่เน็ต ทีมของไมเคิล ดอยล์ จากศูนย์ความปลอดภัยด้านอาหาร มหาวิทยาลัยจอร์เจีย ซึ่งจัดลำดับตามพันธุกรรมของตัวอย่างแบคทีเรียที่ไม่เปิดเผยชื่อที่อาจก่อให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษ
  1. แหล่งอาหารทั่วโลกมีความเสี่ยงในการปนเปื้อนมากขึ้น: การประเมินการตัดงบและความต้องการอาหารตลอดทั้งปีหมายถึงการมีอาหารนำเข้าจากแหล่งที่มาตรฐานไม่เข้มงวดสูงขึ้น การปลอมแปลงอาหารในของเหลวและแป้ง อย่างน้ำมันมะกอกและเครื่องเทศด้วย มีตัวเลขที่โดดเด่นถึง 47% ของอาหารที่ถูกเรียกคืน ซึ่งมีสาเหตุมาจากการปนเปื้อนทางจุลชีววิทยา 26% มาจากการติดฉลากผิดและจากกระบวนการที่ผิดพลาดอีก 13% และเกิดจากการปนเปื้อนทางกายภาพและเคมีจำนวน 7% และ 6% ตามลำดับ มีเพียง 1% ที่เกิดจากการมีส่วนประกอบที่ไม่ได้อนุมัติ อย่างกรณีนมที่มีสารเมลามีนปนเปื้อนในประเทศจีน ซึ่งส่งออกไปยัง 47 ประเทศก่อนที่จะถูกตรวจพบ ดังนั้น ผู้ส่งออกรวมถึงบริษัทอาหารและเครื่องดื่มต้องลุกขึ้นมาจัดการตรวจสอบความปลอดภัยในเรื่องนี้ด้วย
  1. ผู้บริโภคเองก็มีความผิดพลาด: ผู้บริโภคได้เพิ่มความกดดันต่อผู้ผลิตให้ลดหรือเลิกการใช้สารปรุงแต่งที่ป้องกันการเติบโตของจุลินทรีย์ เช่น เกลือและน้ำตาล ที่ช่วยยับยั้งแบคทีเรียโดยลดปริมาณของน้ำ และวัตถุกันเสียอย่างเช่น ไดอซิเตท โพแทสเซียม และโซเดียม แลคเตท ที่ป้องกันลิสเตอเรียในเนื้อแปรรูปแม้ว่าอาหารแช่แข็งจะมีความปลอดภัยโดยทั่วไป แต่ผู้บริโภคในยุคปัจจุบันเชื่อว่าอาหารที่สดใหม่ให้คุณภาพที่ดีกว่าในแง่โภชนาการทางอาหาร และเลือกที่จะไม่ปรุงอาหารเพื่อลดเชื้อโรค จริงๆ แล้ว มีเทคนิคการฆ่าเชื้อแบคทีเรียโดยไม่ใช้ความร้อน แต่ก็อาจไม่ได้ผลทุกครั้ง เนื่องจากกระบวนการที่ใช้ความดันสูงจะทำลายผลิตผลที่อ่อนโยน และการฉายรังสีก็เป็นที่โต้แย้งอย่างกว้างขวาง

ดังนั้น ผู้บริโภคควรใส่ใจที่จะป้องกันตัวเองโดยคำนึงถึงความปลอดภัยด้านอาหาร เช่น การล้างมืออย่างสะอาดและระมัดระวังมากขึ้นเมื่อต้องซื้อ เก็บ ทำความสะอาด และบริโภคอาหารทะเลสดๆ รวมถึงผลไม้และผักด้วย