5 ความท้าทายในการประยุกต์ใช้ Logistics 4.0

0
1224

ความท้าทายในยุค Industry 4.0 คือการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทำให้เกิดวิธีการ “ใหม่” ของทุกภาคอุตสาหกรรมซึ่งรวมถึงการเกิดกระบวนทัศน์ใหม่ของระบบโลจิสติกส์ทั่วโลกที่มีการใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์สื่อสารที่ก้าวล้ำมาพัฒนาและยกระดับมาตรฐานระบบการบริหารจัดการโลจิสติกส์ให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในการจัดส่ง และสามารถบริหารจัดการทั้งระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม่นยำขึ้นตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานจนถึงจุดจำหน่ายสินค้าสู่ผู้อุปโภคบริโภคได้

ปัจจุบัน ผู้ประกอบการสามารถใช้กระบวนการอัตโนมัติในการจัดการคลังสินค้า การใช้ระบบคลาวด์เพื่อจัดเก็บและจัดการข้อมูล หรือใช้ทางเลือกที่เหมาะสมอื่นๆ ให้เกิดการใช้ประโยชน์สุงสุด อย่างไรก็ดี เมื่อความอยู่รอดของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มขึ้นอยู่กับการจัดหาวัตถุดิบที่ราบรื่นและทันเวลาเป็นส่วนสำคัญ เนื่องจากส่วนผสมที่อุตสาหกรรมอาหารต้องการมาจากสถานที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน ซึ่งหลายครั้งก็มาจากอีกฟากหนึ่งของโลก การขนส่งและโลจิสติกส์จึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นใจในความสำเร็จของอุตสาหกรรมที่ต้องคำนึงถึงการควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบ อายุการเก็บรักษา และความรวดเร็วในการส่งมอบ

ดังนั้น เพื่อให้การจัดการด้านโลจิสติกส์ดำเนินไปอย่างราบรื่น และก่อเกิดประโยชน์สูงสุดคุ้มค่าการลงทุน ผู้ประกอบการตลอดจนผู้บริหารจัดการด้านโลจิสติกส์จึงควรพิจารณาถึงสิ่งที่อาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดระหว่างเผชิญหน้ากับความท้าทายในการประยุกต์ใช้ Logistics 4.0

1. การประยุกต์ใช้ Internet of Things (IoT) ให้เกิดผลสำเร็จ

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผู้ส่งสินค้าและผู้บริหารจัดการโลจิสติกส์ต้องให้ความสนใจเพื่อนำไปสู่การใช้งาน Logistics 4.0 คือการเปิดตัวของเทคโนโลยี IoT ซึ่งจะเป็นการเชื่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ต อุปกรณ์เหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารจัดการโลจิสติกส์อย่างชาญฉลาด ช่วยให้สามารถควบคุมและตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆ ผ่านอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลาในแบบเรียลไทม์ โดยจากรายงานการสำรวจการใช้งาน IoT ของ Vodafone IOT Barometer 2017/2018 ที่ทำการสำรวจทั้งธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดเล็กทั่วโลกเกือบ 1,300 ราย พบว่า ธุรกิจที่นำ IoT ไปใช้งานได้รับผลประโยชน์กลับมาเป็นรูปธรรมแล้วกว่า 95% ซึ่งในจำนวนนี้ระบุว่า IoT ช่วยเพิ่มผลกำไรให้บริษัทมากขึ้น ขณะเดียวกัน IOT ยังช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานลงให้แก่บริษัทถึง 47% และ IoT ยังช่วยเก็บข้อมูลสำคัญต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำกว่าเดิม โดยรายชื่อต่อไปนี้คือตัวอย่างผู้ให้บริการโซลูชั่นด้าน IoT ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมอาหาร

DiscoveryIoT เครือข่าย IoT ที่ก่อตั้งขึ้นโดย Selvam VMS และ Kumar T ที่นับเป็นการปฏิวัติห่วงโซ่ด้วย IoT, Blockchain, AI และการประมวลผลที่ล้ำสมัย ช่วยให้บริษัทค้าปลีกสามารถติดตามสินค้ารวมถึงที่หมดอายุหรือล้าสมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และบริหารจัดการข้อมูลการขายแบบเรียลไทม์เพื่อหลีกเลี่ยงชั้นวางสินค้าที่ว่างเปล่า ซึ่งช่วยให้บริษัทเหล่านั้นสามารถมอบบริการที่ดีขึ้นในการสร้างความพึงพอใจของผู้บริโภค

TAG BOX เป็นระบบ IoT และการวิเคราะห์แบบอัตโนมัติ สำหรับธุรกิจบริการระบบห้องเย็น (Cold Chain) ที่มีการควบคุมอุณหภูมิเพื่อช่วยรักษาคุณภาพและลดอัตนาการเน่าเสีย โดยเฉพาะสินค้าประเภทเนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ อาหารทะเล อาหารสำเร็จรูป เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์จากนม รวมถึงการตรวจสอบย้อนกลับแบบครบวงจร ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในเรื่องการตรวจสอบปริมาณความเสียหายของผลิตภัณฑ์ซึ่งเกิดจากการจัดการที่ผิดพลาดและการขนส่งที่ล่าช้าต่างๆ

Stellapps ผู้ให้บริการโซลูชั่นเทคโนโลยีนมแบบครบวงจรบริษัทแรกในอินเดีย ที่ประกอบด้วย “ SMARTMOO” ตัวควบคุมเราเตอร์ IoT ที่จะรับข้อมูลผ่านเซนเซอร์ที่ฝังอยู่ในระบบการรีดนมและอุปกรณ์สวมใส่สำหรับสัตว์ รวมถึงอุปกรณ์ทำความเย็น โดยกลไกอัจฉริยะนี้จะช่วยเก็บน้ำนมอัตโนมัติ ทั้งยังมีแพลตฟอร์ม Stellapps IoT ซึ่งเป็นโซลูชั่นด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีและการสื่อสารโทรคมนาคมสำหรับการเกษตร โลจิสติกส์ และการดูแลสุขภาพต่างๆ

2. การขาดวิสัยทัศน์และการใช้ระบบเดิมๆ

เทคโนโลยีระดับสูงจะไม่สามารถช่วยอะไรได้หากปราศจากทัศนวิสัยสามารถมองทะลุถึงการเชื่อมต่อแต่ละจุดในห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมต่อผ่านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไปยังจุดอื่น ๆ องค์กรที่ต้องการทำงานกับกรอบการทำงานโลจิสติกส์ 4.0 จึงควรวิเคราะห์ทุกแง่มุมของระบบไอทีเพื่อให้แน่ใจว่าแต่ละองค์ประกอบช่วยส่งเสริมการเชื่อมต่อและการมองเห็นทั่วทั้งเครือข่าย

3. การเชื่อมต่อกับระบบของคู่ค้า

ความสามารถในการเชื่อมต่อข้อมูลทั้งของตัวบริษัทเองกับระบบไอทีของคู่ค้าเป็นสิ่งสำคัญต่อการบริหาร workflow ที่มีประสิทธิภาพและทำให้การตัดสินใจเป็นไปในแบบเชิงรุกได้ แต่ก็ต้องทำให้แน่ใจระบบไอทีของทั้งสองฝั่งสามารถเข้ากันได้

4. การกำหนดตัวชี้วัด (Defining KPIs)

บ่อยครั้งที่การดำเนินงานล้มเหลวในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้งานคือ แม้จะรู้ว่า อุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ จะทำให้การทำงานโลจิสติกส์ 4.0 ประสบความความสำเร็จ แต่ความสำเร็จนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีการกำหนดว่าจะประสบความสำเร็จในลักษณะใด เช่น ต้องการปรับโครงสร้างการตัดสินใจที่มีการกระจายอำนาจมากขึ้น หรือจะพยายามเสนอมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้าผ่านระบบดิจิทัลของบริษัท หรือแค่ต้องการสร้างห่วงโซ่อุปทานแบบลีนหรือแค่ต้องการให้เกิดความคล่องตัว ไม่ว่าเป้าหมายจะเป็นอะไร ก็ให้ระลึกว่ามันควรเป็นรูปธรรมและสามารถวัดและตรวจสอบได้เมื่อเวลาผ่านไป

5. ก้าวทันโลกาภิวัตน์

โลกทุกวันนี้มีเปรียบประหนึ่งเป็นโลกไร้พรมแดน แต่หากโลกที่ไร้พรมแดนนี้ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นอุปสรรคที่เอาชนะได้ยากเนื่องจากห่วงโซอุปทานที่มีความซับซ้อนมากขึ้น รวมทั้งเป็นการยากอีกเช่นกันในการทำความเข้าใจตัวเลือกทั้งหมดเกี่ยวกับการเลือกเส้นทาง การตั้งค่าการปฏิบัติหน้าที่และระยะเวลาในการเดินทาง รวมถึงการร่วมเป็นคู่ค้ากับพันธมิตรต่างๆ โดยเฉพาะการเข้าสู่มาตรฐานโลจิสติกส์ 4.0 ในระดับโลกที่ไร้พรมแดนก็ยิ่งยากมากขึ้นที่จะมองอะไรทุกอย่างให้ทะลุและสามารถทำให้การดำเนินงานสมบูรณ์แบบ ผู้บริหารจัดการด้านโลจิสติกส์จึงจำเป็นต้องใช้ความกล้าหาญในการตัดสินใจเพื่อจะก้าวกระโดดให้พ้นอุปสรรคต่างๆ และเดินหน้าอย่างมั่นใจ