แอฟริกาและเอเชีย กำลังกลายเป็นแหล่งซัพพลายเออร์ที่สำคัญของอังกฤษ

0
854

อฟริกาและเอเชีย กำลังกลายเป็นแหล่งซัพพลายเออร์ที่สำคัญของอังกฤษ ภายหลังจากการแยกตัวออกจาก EU แทนที่ชาติคู่ค้ายุโรป โดยเฉพาะสินค้าในหมวดผัก-ผลไม้

โดยจากการสำรวจความเห็นด้านการดำเนินธุรกิจในหมู่ผู้ค้าปลีกของประเทศอังกฤษ ของ Barclays องค์กรด้านการพาณิชย์และการเงินนานาชาติ พบว่าผู้ค้าปลีก 43% เผยว่ากำลังมีการซื้อสินค้าจากประเทศในสมาคม EU น้อยลง และราวหนึ่งในสามกล่าวว่ากำลังมองหาแหล่งซัพพลายเออร์จากภูมิภาคอื่น โดยเฉพาะแหล่งสินค้าสดอย่างผัก-ผลไม้ นี่ทำให้ แอฟริกาและเอเชีย กำลังกลายเป็นแหล่งซัพพลายเออร์ที่สำคัญของอังกฤษ

ทั้งนี้ แอฟริกา ซึ่งเป็นแหล่งผลิตอยู่ใกล้อังกฤษมากที่สุด ได้รับการคาดการณ์ว่าจะกลายเป็น แหล่งแหล่งซัพพลายเออร์ที่สำคัญของอังกฤษ ในขณะที่ เอเชีย ก็คาดว่าจะมีการบทบาทมากขึ้นในซัพพลายเชนของอังกฤษด้วยเช่นกัน

โดยการนำเข้า 52% จะมาจากฐานผลิตเก่าอย่างอินเดียโดยตรง และราว 43% มาจากผู้ผลิตรายใหญ่อย่างจีน

ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ เกิดขึ้นเนื่องจากอัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราที่สูงขึ้นภายหลังจากอังกฤษออกจากสมาคม EU ก่อให้เกิดความกังวลในหมู่ผู้ประกอบธุรกิจ โดย 4 ใน 5 ของหมู่ผู้ค้าปลีกมองว่าจะก่อให้เกิดผลด้านลบตามมา และผู้ค้าราว 70%  ของการสำรวจต้องหันมาพิจารณาเรื่องค่าความเสี่ยงในการแลกเปลี่ยนสกุลเงินเสียใหม่

Ian Gilmartin หัวหน้าฝ่ายธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งของ Barclays แถลงว่า จากผลการสำรวจดังกล่าว เห็นได้อย่างชัดเจนว่าผู้ค้าปลีกในอังกฤษ กำลังเปลี่ยนแหล่งนำเข้าอาหารจากในยุโรป ไปยังทวีปอื่น เพื่อหนีความกดดันจากความไม่แน่นอนของราคา ซึ่งเป็นการป้องกันกิจการจากความไม่แน่ชัดด้านกำแพงภาษีที่กำลังจะเกิดขึ้น

แอฟริกาสามารถเป็นแหล่งผลิตหลักให้กับอังกฤษได้หรือไม่?

อย่างไรก็ตาม แหล่งผลิตสินค้าอย่างแอฟริกา ก็ยังมีปัญหาเรื่องกำลังการผลิตที่ไม่เพียงพอกับความต้องบริโภคภายในประเทศที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดคำถามที่ว่า

ซึ่งสภาพแวดล้อมส่วนใหญ่ของแอฟริกานั้นไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก อีกทั้งยังมีปริมาณน้ำฝนที่ไม่แน่นอน รวมถึงปัญหาด้านการเมือง ซึ่งต่างส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการส่งออก

นอกจากนี้ อาหารที่ผลิตภายในทวีปแห่งนี้มีอัตราการสูญเสียที่ราว 30-40% เนื่องจากขาดมาตรฐานและคุณภาพที่มาใช้ควบคุมการผลิต นอกจากนี้ปัจจัยอย่าง ปริมาณน้ำฝนที่ไม่สม่ำเสมอ สภาพดินที่แย่ เทคนิคการเพาะปลูกและระบบสาธารณูปโภคที่ด้อยพัฒนา ต่างส่งผลต่อคุณภาพสินค้าทั้งสิ้น Susan Evans กรรมการผู้จัดการของ Europe Tompkins International ที่ปรึกษาด้านซัพพลายเชนกล่าว ดังนั้น

 การเลือกแหล่งซัพลายเออร์ที่เหมาะสม จึงต้องพิจารณาจากศักยภาพพื้นฐานด้านการแปรรูปและส่งออก

ซึ่งคาดว่าประเทศที่มีความพร้อมด้านทักษะเช่นนี้และสามารถทำข้อตกลงกับอังกฤษได้ คือประเทศในแถบแอฟริกาตอนใต้และทางตะวันออก นั่นคือ แอฟริกาใต้ นามิเบีย แซมเบีย และเคนยา

ผู้ค้าปลีกราว 63% มองว่าระบบซัพพลายเชนกับชาติยุโรปนั้นไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพทางต้นทุนอยู่ก่อนแล้ว

ในส่วนของตลาดอังกฤษเอง ถึงแม้ว่าผู้ค้าปลีกต้องเผชิญกับปัญหาความไม่แน่นอนของราคา แต่ผู้ค้าปลีกไม่ถึง 1 ใน 3 เท่านั้นที่กล่าวว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงด้านต้นทุนที่ส่งผลต่อการขึ้นราคาสินค้า โดย Gilmartin ยืนยันว่า ผู้ค้าปลีกยังคงไม่ต้องการผลักภาระด้วยการขึ้นราคาสินค้าของตนในขณะนี้ แต่มุ่งเน้นแก้ปัญหาด้วยการลดต้นทุนทางซัพพลายเชนแทน แต่ยังไม่มีแผนการที่ชัดเจนในขณะนี้ ซึ่งจากการสำรวจความเห็นของผู้ค้าปลีกช่วงก่อนเหตุการณ์ลงมติ Brexit พบว่า ผู้ค้าปลีกราว 63% มองว่าระบบซัพพลายเชนกับชาติยุโรปนั้นไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพทางต้นทุนอยู่ก่อนแล้ว

ส่วนสถานการณ์ตลาดค้าปลีกในอังกฤษเมื่อเดือนที่ผ่านมานั้น เริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ หลังจากหยุดชะงักไปเพราะผลกระทบจากเหตุกาณ์ Brexit ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ยอดค้าปลีกได้เติบโตขึ้นราว 1.1% โดยกลยุทธ์การตลาดต่างๆ ยังคงทำให้ผู้บริโภคกลับมาจับจ่ายกันตามเดิม และคาดว่ายอดขายธุรกิจค้าปลีกในปีนี้จะเติบโตเฉลี่ยราว 1.2% ต่อเดือน

หลังจากที่อัตราการเติบโตของยอดจำหน่ายสินค้าอาหารและเครื่องดื่มในอังกฤษได้หยุดชะงักไปช่วงหนึ่ง ได้ฟื้นกลับมาในช่วงเดือนกรกฎาคม เป็นเพราะการวางแนวทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศมีความชัดเจนขึ้น ทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นที่จะจับจ่ายเพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่ทางเจ้าหน้าที่ของ IGD องค์กรผู้สนับสนุนธุรกิจการค้าปลีกได้ออกมาเตือนว่า ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้ายอดขายของสินค้าอาหารและเครื่องดื่มจะทะยานสูงขึ้นเนื่องมาจากค่าเงินปอนด์ที่ลดลง จนอาจเกิดภาวะสินค้าล้นตลาดได้

Source:  http://www.foodnavigator.com/Business/Africa-and-Asia-set-to-become-UK-s-biggest-suppliers-in-wake-of-Brexit